โศกนาฏกรรมของเรือไททานิกในคืนวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1912 นั้นเป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนยังคงให้ความสนใจแม้เวลาจะผ่านเนิ่นนานมาถึง 100 ปีแล้ว มีการขุดหาหลักฐานและทฤษฎีต่างๆ นานาเพื่อมาอธิบายว่าทำไมอุบัติเหตุของเรือที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นถึงได้เป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ มีผู้เสียชีวิตถึงกว่า 1,500 คน
จนถึงวันนี้เราเชื่อกันว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เรือไททานิกล่มเกิดจากความประมาทเลินเล่อของกัปตันและลูกเรือที่ผยองว่าเรือไททานิกไม่มีวันจม เลยแล่นเรือแบบชิวๆ ไปชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็ง แต่ว่า Tim Maltin นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้ค้นคว้าเจอข้อมูลใหม่และนำไปสู่ข้อสรุปว่า "เรือไททานิกล่มด้วยสาเหตสุดวิสัยตามธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะความประมาทของกัปตันเรือ"
Tim Maltin พบงานวิจัยของนักวิจัยจาก Texas State University-San Marcos ระบุว่า ในเดือนธันวาคมของปี 1911 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ของปี 1912 วงโคจรของโลกเคลื่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อย่างมาก ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงที่สูงกว่าปกติ น้ำทะเลก็เลยไปชะลากเอาก้อนน้ำแข็งออกมาจากฝั่งลาบราดอร์และนิวฟาวนด์แลนด์ลงสู่ท้องทะเลแอตแลนติกเหนือ ทับเส้นทางเดินเรือของไททานิกพอดี
ผลของการที่มีน้ำแข็งเต็มท้องทะเลทำให้อากาศเหนือพื้นน้ำเย็นจัดกว่าอากาศข้างบน บิดเบี้ยวการเดินทางของแสงจนเกิดเป็นภาพลวงตา (mirage) แบบเดียวกับที่เราเห็นภาพลวงตาบนถนนที่ร้อนจัด
Tim Maltin สันนิษฐานว่าภาพลวงตานี่แหละที่เป็นตัวการทำให้เจ้าหน้าที่บนเรือไททานิกมองไม่เห็นภูเขาน้ำแข็งที่อยู่ตรงหน้า กว่าจะรู้ตัวก็สุดวิสัยที่จะหักหลบได้ทันแล้ว ข้อสันนิษฐานนี้สอดคล้องกับคำให้การของพยานเรือไททานิกที่บอกว่าวันนั้นมองเห็นเส้นขอบฟ้าพร่าเลือนผิดธรรมชาติ
นอกจากจะทำให้คนบนเรือมองไม่เห็นภูเขาน้ำแข็งแล้ว ภาพลวงตายังพร่าสายตาของเรือแคลิฟอร์เนียนที่แล่นอยู่ใกล้ๆ กับเรือไททานิกในคืนนั้นด้วย กัปตันและลูกเรือของเรือแคลิฟอร์เนียนบอกตรงกันว่าเห็นพลุสัญญาณที่เรือไททานิกยิงขึ้นของความช่วยเหลือ แต่ก็สับสนว่ามันเป็นพลุสัญญาณอะไร เนื่องจากพวกเขาเห็นพลุสัญญาณพุ่งขึ้นไม่สูงนัก แถมเมื่อส่องกล้องส่องทางไกล ก็เห็นว่าเรือที่ยิงพลุขึ้นมามีลักษณะแปลกๆ ท้องเรือกว้างผิดเรือเดินสมุทรทั่วไป เลยไม่แน่ใจว่าเป็นเรือไททานิกหรือไม่
ความสับสนจากภาพลวงตาทั้งหมดนี้ทำให้การตัดสินใจเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยช้ากว่าที่ควรจะเป็น แถมพอจะเข้าไปช่วย เรือแคลิฟอร์เนียนยังโดนภาพลวงตาหลอกหลอนเรื่องระยะทางและทิศทางของเรือไททานิกอีก กว่าจะไปถึง ก็ไม่ทันกู้สถานการณ์แล้ว
ข้อมูลและทฤษฎีใหม่ของ Tim Maltin รวบรวมตีพิมพ์ไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อ A Very Deceiving Night ซึ่งซื่อหนังสือก็เป็นการสื่อถึงภาพลวงตาที่เกิดขึ้นในคืนหายนะนั้นนั่นเอง
ที่มา - New York Times |