Volvo Truck ทดลองขับหัวลากวอลโว่ 3 รุ่น

Volvo Truck
ทดลองขับหัวลากวอลโว่ 3 รุ่น

baหลังจาก วอลโว่ ทรัคส์ เปิดตัวรถหัวลากรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีไปไม่นาน บริษัท วอลโว่ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ก็นำรถหัวลากทั้ง 3 รุ่นเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย พร้อมจัดให้สื่อมวลชนได้ทดลองขับที่ โบนันซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล สปีดเวย์ ไปเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมา มีรถให้ทดลองขับ 4 คัน ประกอบด้วย FH Series จำนวน 2 คัน FM Series และ FMX รุ่นละคัน ทีมงาน มอเตอร์ทริเวีย มีโอกาสได้ไปสังเกตการณ์และร่วมทดลองขับด้วย

หมายเหตุ: อัพเดทราคาจำหน่ายเริ่มต้น ไม่รวมออปชั่นเสริมซึ่งสามารถเลือกเพิ่มเติมได้ตามต้องการ

• Volvo FMX ราคาจำหน่าย 4,665,000 บาท
• Volvo FM13 ราคาจำหน่าย 4,135,000 บาท
• Volvo FH13 ราคาจำหน่าย 4,185,000 บาท
Volvo Truck Volvo Truck
Volvo Truck Volvo Truck
• (จากซ้าย) คุณวิลาวัลย์ วิศปาแพ้ว Manager Brand & Marketing Communication, คุณธีวรา สติชอบ Sale Engineer, คุณวิชัย สัมพันธ์เวชกุล Driver Training Manager และคุณสวง แจ้งสิน Driver Instructor
800x
baวอลโว่ ทรัคส์ ลงทุนมากกว่า 9.6 หมื่นล้านบาท และใช้เวลากว่า 14 ล้านชั่วโมงในงานวิศวกรรม เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และทดสอบรถรุ่นใหม่มากถึง 21 ล้านกิโลเมตร พร้อมบริการเต็มรูปแบบ เพื่อให้ วอลโว่ ทรัคส์ ทุกรุ่น เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการขนส่ง ครอบคลุมทุกการใช้งานด้วยรถหลายซีรีส์ เช่น FH หัวรถออกแบบใหม่ให้เหมาะสมกับการขนส่งระยะไกล อำนวยความสะดวกสบายแก่ผู้ขับ เพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัย ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ 12,800 ซีซี กำลังสูงสุด 480 แรงม้า ที่ 1,400 – 1,800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 244.56 กก.-ม. ที่ 1,050 – 1,400 รอบต่อนาที เกียร์ I-Shift 12 จังหวะ

baFM โฉมใหม่ ขนาดเล็กกว่า FH เพื่อเน้นความยืดหยุ่นในการใช้งาน ออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งานในเมือง และสำหรับการขนส่งระยะไกลอีกด้วย เหมาะกับการรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของสังคมเมืองในทวีปเอเชีย ใช้เครื่องยนต์เดียวกับ FH มีกำลังสูงสุด 440 แรงม้า ที่ 1,400 – 1,800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 224.18 กก.-ม. ที่ 1,050 – 1,400 รอบต่อนาที

baFMX รถบรรทุกที่มีความแข็งแกร่งสูง เหมาะสำหรับธุรกิจก่อสร้างและอุตสาหกรรมเหมือง มาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ เช่น วอลโว่ ไดนามิก สเตียริง ทำให้ขับง่ายแม้เส้นทางสมบุกสมบัน ใช้เครื่องยนต์เดียวกับ FH และมีสมรรถนะเท่ากัน มาพร้อมระบบเลี้ยว 4 ล้อหน้า และระบบขับเคลื่อน เพลาหลัง

baนอกเหนือจากระบบต่างๆ ของตัวรถแล้ว ยังมีระบบที่ใช้งานควบคู่กับการใช้รถ เช่น ไดน่าฟลีท เป็นระบบที่มีเฉพาะในรถบรรทุกของ วอลโว่ช่วยติดตามการใช้เชื้อเพลิงในเวลาต่างๆ ร่วมกับการฝึกสอนผู้ขับขี่ของ วอลโว่ ทรัคส์ โดยผู้ฝึกสอนและระบบไดน่าฟลีตนี้ จะช่วยพัฒนาในเรื่องของความสามารถในการขับให้ประหยัดเชื้อเพลิง และระบบเทเลมาติกส์ ช่วยให้ศูนย์บริการสามารถตรวจสอบรายละเอียดต่างๆ เช่นการใช้เชื้อเพลิง สภาพของเครื่องยนต์ การใช้งานของผู้ขับ และอื่นๆ อีกมากมาย ช่วยลดความถี่ในนำรถเข้าบำรุงรักษาหรือการซ่อมแซม และหลีกเลี่ยงสภาพไม่พร้อมใช้งาน ลูกค้าจึงให้เวลากับการดำเนินธุรกิจโดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับตัวรถ

Volvo Truck
baกิจกรรมการทดสอบแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การขับในสนามแข่ง ซึ่งเป็นทางเรียบ แบ่งเป็นสถานีต่างๆ สำหรับการทดสอบระบบความปลอดภัยของรถ และ การขับแบบออฟโรด ในสนามที่ปรับแต่งขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อทดลองสมรรถนะของรุ่น FMX โชคดีที่ก่อนจะทดลองขับ มีโอกาสได้ขึ้นไปถ่ายรูปภายในห้องโดยสารของรถรุ่น FH และ FM แอบทำความคุ้นเคยกับตำแหน่งท่านั่ง และมุมมองต่างๆ เมื่อถึงเวลาขับจริงจึงลดความตื่นเต้นลงได้บ้าง

baอุ่นเครื่องด้วยการชมการสาธิตระบบ Load Indicator และรีโมทคอนโทรลที่ควบคุมการทำงานต่างๆ ของตัวรถ เช่น ดูการกระจายน้ำหนักของตัวรถ เพื่อให้จัดวางสินค้าได้อย่างสมดุล ซึ่งส่งผลถึงการควบคุมรถ ประสิทธิภาพการทรงตัว และการสึกหรอของรถ สั่งปรับระดับความสูงของตัวรถให้เหมาะสมกับตู้คอนเทนเนอร์ที่มีความสูงแตกต่างกัน นอกจากนี้ยังสามารถสั่งเปิด – ปิดไฟ ดับ – สตาร์ตเครื่องยนต์ ได้ด้วยตัวรีโมทออกแบบให้มีความทนทานต่อการตกกระแทกและกันน้ำได้

Volvo Truck
• Load Indicator
800x
baจากนั้นเริ่มต้นทดลองขับรถรุ่น FM แม้ตัวรถจะมีขนาดใหญ่ แต่ก็ชดเชยด้วยตำแหน่งนั่งที่สูง ทำให้มองเห็นเป็นมุมกว้าง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะขับเฉพาะตัวหัวลาก ไม่ได้พ่วงตู้คอนเทนเนอร์ไว้ด้วย อุปกรณ์ภายในเน้นความสะดวกสบายของผู้ขับ และมีระบบช่วยเหลือผู้ขับให้ขับได้อย่างปลอดภัยสูงสุด ด้านหลังเบาะคู่หน้าทำเป็นพื้นเรียบยกระดับ สามารถนอนพักผ่อนได้อย่างสบายและไม่คับแคบ เบาะผู้ขับปรับได้หลายทิศทาง และมีความยืดหยุ่น ยุบตัวได้เพื่อซับแรงกระแทกอีกชั้น และสามารถปรับความหนืดของความยืดหยุ่นได้ด้วย แป้นคันเร่งและเบรกอยู่ชิดกันแบบรถเก๋ง เหนือแป้นคันเร่งมีคันปลดล็อกสำหรับปรับระดับและความเอียงของพวงมาลัย
Volvo Truck
baรถรุ่นนี้ไม่มีคันเกียร์ การเข้าเกียร์ใช้วิธีกดปุ่มที่คอนโซลกลาง เหยียบเบรก กดปุ่มเข้าเกียร์ A ปลดเบรกมือไฟฟ้าแล้วผ่อนเบรก แตะคันเร่งเบาๆ รถก็ตอบสนองได้อย่างทันใจ ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะมีแค่ตัวหัวลาก ไม่ได้พ่วงคอนเทนเนอร์ ออกตัวไปได้เล็กน้อยเจ้าหน้าที่ของ วอลโว่ บอกให้ลองเบรกดูก่อนเพื่อให้รู้จังหวะเบรก จากนั้นขับเข้าสู่สถานีแรก Volvo Dynamic Steering เป็นเนินสะดุดดักอยู่ด้านหน้า เมื่อไปถึงให้เลี้ยงคันเร่งไว้และปล่อยมือทั้ง 2 ข้าง รถที่ไม่มีระบบนี้จะเซออกด้านข้าง ส่วนรุ่นที่มีระบบนี้จะคงวิ่งเป็นแนวตรงแม้ปล่อยพวงมาลัย ช่วยให้ผู้ขับผ่อนคลายมากขึ้นเมื่อต้องขับรถ ท่ามกลางสภาพลมแรงที่พัดจากด้านข้าง

baจากนั้นเร่งเครื่องขึ้นเนินเข้าสู่โค้งขวายู-เทิร์นลงเนิน เพื่อลองระบบ Engine Brake มีสวิตช์เป็นก้านที่คอพวงมาลัยฝั่งขวา คล้ายก้านที่ปัดน้ำฝน แบ่งเป็น 3 ระดับ พร้อมตำแหน่ง A-Automatic จากที่ลองพบว่าช่วยชลอความเร็วของรถได้อย่างนุ่มนวลและมีพลัง โดยเฉพาะถ้าดึงลงมาที่ตำแหน่ง 3 จะหน่วงความเร็วรถลงอย่างรวดเร็ว ระบบนี้มีความจำเป็นในรถบรรทุกหนัก เพราะจะช่วยลดความร้อนของระบบเบรก รวมทั้งลดการสึกหรอของผ้าเบรก การใช้ Engine Brake จะได้ผลกับรถที่มีอัตราส่วนการอัดสูงๆ เช่น เครื่องยนต์รุ่นนี้ที่มีกำลังอัด 18.1:1 Engine Brake จึงมีกำลังถึง 231 แรงม้า

baจากโค้งยู-เทิร์นขวา ต่อเนื่องโค้งซ้ายกว้างและโค้งซ้ายขึ้นเขา ลองกดคันเร่งลึกขึ้นพบว่ารถเพิ่มความเร็วได้อย่างทันใจกว่าที่คิดไว้ พวงมาลัยไม่หนักแรงเพราะวงใหญ่ ต้องพยายามตีโค้งให้กว้างไว้เพื่อจะได้ไม่ต้องหมุนพวงมาลัยเยอะ พ้นโค้งซ้ายขึ้นเขาเป็นทางตรงลงเนินนิดๆ ลองกดคันเร่งอีกครั้งเพราะอยากดูว่าการเปลี่ยนเกียร์จะเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่รู้สึกว่าเกียร์เปลี่ยนจังหวะตอนไหน จะก้มหน้าดูมาตรวัดรอบก็ไม่กล้า เพราะไม่ชินรถจึงต้องมองทางตลอดเวลา

baจากนั้นมีช่วงทางตรงอีกครั้ง ลองกดคันเร่งลึกๆ ก็ไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนจังหวะเกียร์ เหลือบมองดูความเร็วประมาณ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถึงโค้งขวาเจ้าหน้าที่ให้ลองใช้ Engine Brake อีกครั้ง คราวนี้ลองทีละสเต็ปเพราะยังอยู่ห่างจากโค้ง พบว่าถ้าไล่สเต็ปของ Engine Brake ให้เหมาะสมกับความเร็ว จะชลอรถได้อย่างนุ่มนวลและแทบไม่ต้องใช้เบรกเท้าเลย

Volvo Truck
baจากนั้นสลับไปขับรถ FH ที่ตัวรถสูงใหญ่กว่า ต้องปีนบันได 3 ขั้นเพื่อขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัย เวลาลงก็ต้องหันหลังลงเช่นกัน คันนี้เน้นการทดสอบระบบ Adaptive Cruise Control ตั้งระยะห่างจากคันหน้าไว้ จากนั้นขับไปตามเส้นทางเดิม ลองระบบ Volvo Dynamic Steering และ Engine Brake อีกรอบ เมื่อเข้าสู่ทางตรงจะมีรถรออยู่ข้างหน้า เจ้าหน้าที่ที่นั่งไปด้วยตั้งระบบให้แล้วบอกให้เร่งเข้าหารถคันหน้า เมื่อเข้าใกล้ถึงระยะที่ตั้งไว้ระบบจะเบรกให้เอง เป็นอีกหนึ่งระบบความปลอดภัยของ วอลโว่ ทรัคส์ เผื่อในกรณีที่ผู้ขับเหม่อหรือเผลอ ก็จะช่วยลดอุบัติเหตุได้มากส่วนอีกระบบคือ Lane Change Support เตือนผู้ขับว่ามีรถอยู่ในจุดบอดด้านข้าง ซึ่งช่วยลดอุบัติเหตุได้เช่นกัน
baปิดท้ายด้วยไฮไลต์กับการทดสอบรุ่น FMX นั่งรถตู้ไปที่ลานดินซึ่งอยู่ไม่ไกล มีการปรับไว้เพื่อการทดสอบรถโดยเฉพาะ ตัวรถแบกน้ำหนักบรรทุกไว้ประมาณ 18 ตัน (ประมาณจากการใช้รถตัก ตักดินใส่ในกระบะ 18 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1 ตัน) สภาพเส้นทางมีทั้งเนินเอียงเพื่อทดสอบการทรงตัว โค้งแคบสำหรับระบบเลี้ยว 4 ล้อหน้า และโหดสุดกับการลุยน้ำตื้นๆ ที่พื้นด้านล่างเป็นโคลน สื่อมวลชนที่ลองขับเป็นคนแรกๆ ต้องเจอกับด่านโหดนี้ ที่ว่าโหดเพราะต้องมีการกลับรถและเร่งส่งขึ้นเนินด้วย แต่รอบหลังๆ เจ้าหน้าที่ที่ดูแลจุดนั้นบอกว่าดินนิ่มเกินไป รอบหลังๆ จึงไม่ต้องลุยน้ำลุยโคลน

baแม้จะมีน้ำหนักบรรทุกด้านหลัง แต่ช่วงออกตัวก็ไม่รู้สึกว่าอืด เจ้าหน้าที่ วอลโว่ ที่นั่งไปด้วยแจ้งให้เลี้ยงรอบไว้แถว 1,000 – 1,500 รอบต่อนาที ซึ่งจะให้แรงบิดสูงสุด และมีการสิ้นเปลืองต่ำที่สุด ส่วนระบบเกียร์ก็จะปรับการทำงานให้โดยอัตโนมัติ เพื่อความเหมาะสมกับการขับในสถานการณ์ทั่วไป ยกเว้นบางช่วงที่ต้องการกำลังฉุดลากสูง เจ้าหน้าที่ก็จะกดปุ่มลดเกียร์ลงต่ำให้

Volvo Truck
baงานยากคือการเลี้ยงรอบให้พอเหมาะ เพราะถ้ารอบสูงเกินไป เกียร์ก็จะเปลี่ยนขึ้นเกียร์สูง ทำให้รถมีแรงฉุดลากลดลง เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าผู้ที่จะขับรถหัวลากของวอลโว่ได้ จะต้องมีการอบรมการขับและเรียนรู้การใช้อุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้ใช้งานรถได้อย่างคุ้มค่าและปลอดภัย

baรถหัวลากของ วอลโว่ เน้นความสะดวกสบายของผู้ขับ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ขับ ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน และความปลอดภัย เพราะรถคันใหญ่ราคาหลายล้านบาท บวกกับสินค้าที่อยู่ในคอนเทนเนอร์ด้านหลัง ล้วนเป็นต้นทุนทางธุรกิจทั้งสิ้น และถ้าเกิดอุบัติเหตุก็จะสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ร่วมทางอีกด้วย วอลโว่ ทรัคส์ เน้นการทำตลาดสู่เจ้าของธุรกิจโดยตรง มีการนำรถหัวลากไปใช้งานในกิจการของลูกค้า เพื่อพิสูจน์ว่ารถหัวลากของ วอลโว่ ประหยัดกว่าและขับง่ายกว่า